SEO Audit คืออะไร: ความหมายและนิยามที่ชัดเจน
SEO Audit หรือการตรวจสอบการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเครื่องมือค้นหา คือกระบวนการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบของเว็บไซต์ของคุณเพื่อประเมินว่าเว็บไซต์นั้นสอดคล้องกับแนวทางของเครื่องมือค้นหา (โดยเฉพาะ Google) หรือไม่ และมีศักยภาพในการจัดอันดับสูงในผลการค้นหาเท่าใด
การตรวจสอบ SEO ไม่ใช่เพียงการดูคำหลัก (keyword) หรือการนับลิงก์ที่ชี้มาที่เว็บไซต์ของคุณ แต่เป็นการตรวจสอบแบบองค์รวมที่ครอบคลุมหลายด้านของเว็บไซต์ ตั้งแต่โครงสร้างทางเทคนิค เนื้อหา ประสบการณ์ผู้ใช้ ไปจนถึงความเชื่อถือและอำนาจของเว็บไซต์ (domain authority)
ความแตกต่างระหว่าง SEO Audit และการทำ SEO ทั่วไป
SEO Audit เป็นการประเมินสถานะปัจจุบันของเว็บไซต์ในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วน SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการต่อเนื่องของการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับสูงขึ้น
คิดว่า SEO Audit เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปีของคุณ ซึ่งแพทย์จะตรวจสอบและบอกคุณว่าส่วนไหนของร่างกายที่ต้องการการดูแลเพิ่มเติม ส่วน SEO ทั่วไปคือการออกกำลังกายและรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
ทำไม SEO Audit จึงสำคัญ
การตรวจสอบ SEO เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ไม่ควรข้ามเพราะหลายเหตุผล:
การค้นหาปัญหาที่ซ่อนอยู่
เว็บไซต์หลายแห่งมีปัญหาทางเทคนิคที่ไม่เห็นได้ชัด เช่น หน้าเว็บที่ Google ไม่สามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง (crawl) ลิงก์ที่เสีย หรือปัญหาด้านความเร็วของเว็บไซต์ ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่ออันดับการค้นหาโดยที่เจ้าของเว็บไซต์ไม่รู้ตัว
การวางแผนอย่างมีเหตุผล
เมื่อคุณรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีปัญหาอะไรบ้าง คุณจึงสามารถจัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะทำการปรับปรุงแบบสุ่มซ่ำ ซึ่งอาจเสียเวลาและเงินทุนไป
การติดตามความก้าวหน้า
การทำ SEO Audit เป็นครั้งคราว (เช่น ทุก 3-6 เดือน) ช่วยให้คุณเห็นว่ากระบวนการปรับปรุง SEO ของคุณมีผลหรือไม่ และควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างไร
การแข่งขันกับคู่แข่ง
การตรวจสอบ SEO ไม่เพียงแต่ดูเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น บ่อยครั้งที่การตรวจสอบนี้จะเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ของคู่แข่งด้วย เพื่อให้คุณเห็นว่าคุณล้าหลังในด้านไหนและควรเร่งปรับปรุง
วิธีการทำงานของ SEO Audit
SEO Audit ทำงานโดยการตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณในหลายมิติ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลัก ๆ ดังนี้:
1. การตรวจสอบด้านเทคนิค (Technical SEO Audit)
ส่วนนี้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถอ่านได้ (crawlable) และดำเนินการได้อย่างถูกต้องในสายตาของเครื่องมือค้นหา
- การทำให้เว็บไซต์เร็วขึ้น (Page Speed): เครื่องมือค้นหามีความสำคัญต่อความเร็วของหน้าเว็บ ทั้งบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
- ความเข้ากันได้กับอุปกรณ์มือถือ (Mobile Responsiveness): เว็บไซต์ต้องแสดงผลได้ดีบนหน้าจอขนาดต่าง ๆ
- โครงสร้าง XML Sitemap: ไฟล์ที่บอกเครื่องมือค้นหาว่าหน้าเว็บไหนบ้างที่มีอยู่ในเว็บไซต์ของคุณ
- ไฟล์ Robots.txt: ไฟล์ที่ควบคุมว่าเครื่องมือค้นหาสามารถเข้าถึงส่วนไหนของเว็บไซต์ได้
- ข้อผิดพลาดในการเข้าถึง (HTTP Status Codes): ตรวจสอบลิงก์ที่เสีย (404 errors) หรือหน้าเว็บที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
- การใช้ HTTPS: การเข้ารหัสของเว็บไซต์เป็นปัจจัยที่เครื่องมือค้นหาให้ความสำคัญ
- โครงสร้างลิงก์ภายใน (Internal Link Structure): วิธีที่หน้าเว็บต่าง ๆ เชื่อมต่อกัน
2. การตรวจสอบด้านเนื้อหา (Content SEO Audit)
ส่วนนี้ตรวจสอบว่าเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับการค้นหาของผู้ใช้หรือไม่
- การใช้คำหลัก (Keyword Usage): ตรวจสอบว่าเนื้อหาของคุณมีคำหลักที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และความถี่ของการใช้คำหลักนั้นเหมาะสมหรือไม่
- ความยาวของเนื้อหา (Content Length): โดยทั่วไป เนื้อหาที่ยาวกว่านั้นมีแนวโน้มที่จะได้รับอันดับสูงกว่า แต่ความยาวไม่ใช่ทุกอย่าง
- ความเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อหา (Unique Content): ตรวจสอบว่าเนื้อหาของคุณไม่ใช่สำเนาจากเว็บไซต์อื่น
- คุณภาพของเนื้อหา (Content Quality): เนื้อหาควรเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน
- การใช้หัวเรื่อง (Heading Tags): การใช้ H1, H2, H3 อย่างถูกต้องช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา
- Meta Descriptions และ Title Tags: ข้อมูลที่แสดงในผลการค้นหา ซึ่งส่งผลต่ออัตราการคลิก
3. การตรวจสอบด้านลิงก์ (Link SEO Audit)
ส่วนนี้ตรวจสอบลิงก์ที่ชี้มาที่เว็บไซต์ของคุณ (backlinks) และลิงก์ที่ชี้ออกจากเว็บไซต์ของคุณ (outbound links)
- ปริมาณและคุณภาพของ Backlinks: ลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีความเชื่อถือสูงนั้นมีค่ามากกว่าลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก
- ลิงก์ที่เป็นอันตราย (Toxic Links): ลิงก์บางอันอาจมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำหรือเป็นสแปม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่ออันดับของคุณ
- โปรไฟล์ของ Backlinks: ตรวจสอบว่าลิงก์มาจากหลายเว็บไซต์ที่แตกต่างกันหรือส่วนใหญ่มาจากเว็บไซต์เดียว
- ข้อความของลิงก์ (Anchor Text): ข้อความที่ใช้สำหรับลิงก์ควรเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหน้าเว็บที่ลิงก์ชี้ไป
4. การตรวจสอบด้านประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience Audit)
เครื่องมือค้นหาให้ความสำคัญกับว่าผู้ใช้มีประสบการณ์ดีบนเว็บไซต์ของคุณหรือไม่
- ความใช้งานได้ (Usability): เว็บไซต์ควรเป็นเรื่องง่ายในการนำทาง
- ความปลอดภัย (Security): เว็บไซต์ควรปลอดภัยจากการโจมตีและการขโมยข้อมูล
- อัตราการออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate): หากผู้ใช้ออกจากเว็บไซต์ของคุณอย่างรวดเร็ว อาจบ่งชี้ว่าเนื้อหาหรือประสบการณ์ไม่ดี
- เวลาที่ใช้ในเว็บไซต์ (Time on Site): หากผู้ใช้ใช้เวลานานบนเว็บไซต์ของคุณ อาจบ่งชี้ว่าเนื้อหามีคุณค่า
5. การตรวจสอบด้านการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับเครื่องมือค้นหา (On-Page SEO Audit)
ส่วนนี้ตรวจสอบรายละเอียดเฉพาะของแต่ละหน้าเว็บ
- URL Structure: URL ควรสั้น สะอาด และมีคำหลักที่เกี่ยวข้อง
- Schema Markup: ข้อมูลที่เพิ่มเติมเพื่อช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาของคุณได้ดีขึ้น
- Open Graph Tags: ข้อมูลที่ควบคุมว่าเว็บไซต์ของคุณจะแสดงอย่างไรเมื่อแชร์บนโซเชียลมีเดีย
- Alt Text สำหรับรูปภาพ: ข้อความที่อธิบายรูปภาพ ซึ่งช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจรูปภาพและช่วยผู้ใช้ที่มีความพิการทางสายตา
ขั้นตอนพื้นฐานของการทำ SEO Audit
การทำ SEO Audit โดยทั่วไปจะเป็นไปตามขั้นตอนต่อไปนี้:
- การเก็บข้อมูล: ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณ
- การวิเคราะห์: วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บได้เพื่อหาปัญหา
- การจัดลำดับความสำคัญ: จัดลำดับปัญหาตามความสำคัญและผลกระทบต่ออันดับการค้นหา
- การสร้างรายงาน: สร้างรายงานที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายเพื่อให้ทีมของคุณสามารถดำเนินการได้
- การแนะนำการแก้ไข: ให้คำแนะนำ
ขั้นตอนการทำ SEO Audit อย่างเป็นระบบ
การทำ SEO Audit ที่มีประสิทธิผลต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อให้สามารถระบุปัญหาทั้งหมดและจัดลำดับความสำคัญได้อย่างถูกต้อง ขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหนและดำเนินการอย่างไร
ขั้นตอนที่ 1: เตรียมข้อมูลและเครื่องมือที่จำเป็น
ก่อนเริ่มการตรวจสอบ คุณต้องเตรียมสิ่งต่อไปนี้ให้พร้อม:
- เข้าถึง Google Search Console เพื่อดูข้อมูลการค้นหา ข้อผิดพลาด และการจัดอันดับ
- เข้าถึง Google Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เยี่ยมชม และแหล่งที่มาของการเข้าชม
- เตรียมรายชื่อคำหลักที่เว็บไซต์ของคุณต้องการจัดอันดับ
- บันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น จำนวนหน้า ความเร็วเว็บไซต์ปัจจุบัน และตำแหน่งอันดับปัจจุบัน
- เตรียมรายชื่อเว็บไซต์คู่แข่งหลัก 3-5 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบ
เครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบ ได้แก่ Google Search Console, Google Analytics, Google PageSpeed Insights, และเครื่องมือตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์ (crawling tools) ต่างๆ ที่มีให้ใช้งาน
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบสถานะเทคนิคพื้นฐาน
ส่วนเทคนิคเป็นรากฐานของการจัดอันดับที่ดี ต้องตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้:
- ความสามารถในการเข้าถึงของเว็บไซต์: ตรวจสอบว่า Google สามารถเข้าถึงและอ่านเว็บไซต์ของคุณได้หรือไม่ โดยดูจาก Google Search Console ว่ามีข้อผิดพลาดในการเรนเดอร์หรือการเข้าถึงหรือไม่
- ไฟล์ robots.txt: ตรวจสอบว่าไฟล์นี้ไม่ได้บล็อกหน้าสำคัญของเว็บไซต์ และอนุญาตให้ Google crawl ได้อย่างถูกต้อง
- Sitemap XML: ตรวจสอบว่ามี sitemap XML อยู่ และได้ส่งไปยัง Google Search Console แล้ว
- ความเร็วเว็บไซต์: ตรวจสอบเวลาโหลดหน้าทั้งบนอุปกรณ์เดสก์ทอป และมือถือ
- การตอบสนองต่อมือถือ: ตรวจสอบว่าเว็บไซต์แสดงผลอย่างถูกต้องบนอุปกรณ์มือถือทุกขนาด
- HTTPS และความปลอดภัย: ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ใช้ HTTPS และมีใบรับรองความปลอดภัยที่ถูกต้อง
- Core Web Vitals: ตรวจสอบคะแนน Largest Contentful Paint (LCP), First Input Delay (FID), และ Cumulative Layout Shift (CLS)
ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์โครงสร้างและการจัดหมวดหมู่
โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาและความสัมพันธ์ระหว่างหน้าต่างๆ ได้ดีขึ้น:
- ลำดับชั้นของหน้า: ตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีโครงสร้างลำดับชั้นที่ชัดเจน โดยมีหน้าหลัก หมวดหมู่ และหน้าแต่ละบทความ
- ความลึกของหน้า: ตรวจสอบว่าหน้าสำคัญสามารถเข้าถึงได้ภายในคลิก 3 ครั้งจากหน้าหลัก
- การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์: ตรวจสอบว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างหน้าต่างๆ อย่างสมเหตุสมผล และข้อความเชื่อมโยงอธิบายเนื้อหาของหน้าปลายทาง
- หมวดหมู่และแท็ก: ตรวจสอบว่าการจัดหมวดหมู่มีความชัดเจนและไม่มีความซ้ำซ้อน
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบการเพิ่มประสิทธิภาพของคำหลัก
การเพิ่มประสิทธิภาพคำหลักเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณกำหนดเป้าหมายคำหลักที่ถูกต้องหรือไม่:
- การวิจัยคำหลัก: ตรวจสอบว่าคำหลักที่เลือกมีปริมาณการค้นหาที่เหมาะสม ความยากของการจัดอันดับ และความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
- การใช้คำหลักในหน้า: ตรวจสอบว่าคำหลักปรากฏในตำแหน่งสำคัญ เช่น ชื่อหน้า (title tag), คำบรรยายหน้า (meta description), หัวเรื่องหลัก (H1), และเนื้อหาหลัก
- ความหลากหลายของคำหลัก: ตรวจสอบว่ามีการใช้คำหลักที่เกี่ยวข้องและรูปแบบต่างๆ ของคำหลัก (semantic variations)
- ความหนาแน่นของคำหลัก: ตรวจสอบว่าไม่มีการใช้คำหลักมากเกินไป (keyword stuffing) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับ
- ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา: ตรวจสอบว่าเนื้อหาตรงกับความตั้งใจของผู้ค้นหา (search intent)
ขั้นตอนที่ 5: ประเมินคุณภาพและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา
เนื้อหาที่มีคุณภาพสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับ:
- ความยาวของเนื้อหา: ตรวจสอบว่าเนื้อหามีความยาวเพียงพอเพื่อตอบคำถามของผู้ค้นหาอย่างครบถ้วน โดยทั่วไปเนื้อหาที่มีจำนวนคำมากกว่า 1,500 คำจะได้รับการประเมินสูงกว่า
- ความเป็นต้นฉบับ: ตรวจสอบว่าเนื้อหาเป็นต้นฉบับและไม่ใช่การคัดลอกจากเว็บไซต์อื่น
- ความเป็นปัจจุบัน: ตรวจสอบว่าเนื้อหาได้รับการอัปเดตเป็นประจำ โดยเฉพาะสำหรับหัวข้อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือ: ตรวจสอบว่าเนื้อหาเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น และมีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้
- การจัดรูปแบบเนื้อหา: ตรวจสอบว่าเนื้อหามีการใช้หัวเรื่องย่อย ลิสต์ ตารางและรูปภาพเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 6: ตรวจสอบ Meta Tags และ On-Page Elements
องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของหน้าและส่งผลต่อการแสดงผลในผลการค้นหา:
- Title Tag: ตรวจสอบว่า title tag มีความยาวระหว่าง 50-60 ตัวอักษร มีคำหลักและอธิบายเนื้อหาของหน้าอย่างชัดเจน
- Meta Description: ตรวจสอบว่า meta description มีความยาวระหว่าง 150-160 ตัวอักษร มีคำหลักและสร้างความสนใจให้ผู้ใช้คลิก
- Heading Tags (H1-H6): ตรวจสอบว่ามี H1 เพียงหนึ่งตัวต่อหน้า และมีการใช้ H2, H3 เพื่อจัดโครงสร้างเนื้อหา
- Alt Text สำหรับรูปภาพ: ตรวจสอบว่ารูปภาพทั้งหมดมี alt text ที่อธิบายเนื้อหา
- URL Structure: ตรวจสอบว่า URL สั้น ชัดเจน และมีคำหลัก
- Schema Markup: ตรวจสอบว่ามีการใช้ structured data เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
ขั้นตอนที่ 7: วิเคราะห์การเชื่อมโยงจากภายนอก (Backlinks)
การเชื่อมโยงจากเว็บไซต์อื่นเป็นสัญญาณความเชื่อถือที่สำคัญ:
- จำนวนและคุณภาพของ Backlinks: ตรวจสอบว่าเว็บไซต์มี backlinks จากเว็บไซต์ที่มีอำนาจและเกี่ยวข้อง
- โปรไฟล์ Backlink: ตรวจสอบว่า backlinks มาจากเว็บไซต์ที่มีหัวข้อที่เกี่ยวข้อง
- Anchor Text: ตรวจสอบว่า anchor text ที่ใช้ในการเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับหน้าปลายทาง
- Backlinks ที่เสียหาย: ตรวจสอบว่ามี backlinks ที่ชี้ไปยังหน้าที่ไม่มีอยู่แล้ว
- Backlinks ที่ไม่เกี่ยวข้อง: ตรวจสอบว่าไม่มี backlinks จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำหรือสแปม
ขั้นตอนที่ 8: ตรวจสอบประสบการณ์ผู้ใช้
ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีส่งผลต่อการจัดอันดับและอัตราการแปลง:
- ความสามารถในการนำทาง: ตรวจสอบว่าผู้ใช้สามารถนำทางเว็บไซต์ได้ง่าย และค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
- ความชัดเจนของการเรียกร้องการดำเนินการ (CTA): ตรวจสอบว่ามีการเรียกร้องการดำเนินการที่ชัดเจนและน่าดึงดูด
- ความปลอดภัยและความเชื่อถือ: ตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีหน้าเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัว นโยบาย และข้อมูลติดต่อ
- การออกแบบและการจัดวาง: ตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีการออกแบบที่เป็นมืออาชีพและจัดวางอย่างสมเหตุสมผล
ขั้นตอนที่ 9: เปรียบเทียบกับเว็บไซต์คู่แข่ง
การเปรียบเทียบกับคู่แข่งช่วยให้คุณเข้าใจตำแหน่งของเว็บไซต์ของคุณในตลาด:
- คำหลัก
เครื่องมือและวิธีการตรวจสอบ SEO Audit
การดำเนินการ SEO audit ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือที่มีราคาแพงเสมอไป แต่การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น ในส่วนนี้จะอธิบายวิธีการตรวจสอบที่สามารถทำได้ทั้งแบบใช้เครื่องมือและแบบตรวจสอบด้วยตนเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ
เครื่องมือตรวจสอบ SEO ที่นิยมใช้
เครื่องมือ SEO audit มีหลายประเภท บางตัวให้บริการฟรี บางตัวเป็นแบบเสียค่าใช้งาน แต่ละตัวมีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ
- Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรีจากกูเกิลเอง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการที่เว็บไซต์ปรากฏในผลการค้นหา ปัญหาการจัดทำดัชนี ข้อมูลการคลิก และการส่งแผนที่เว็บ
- Google Analytics ช่วยติดตามพฤติกรรมผู้เยี่ยมชม ทราบว่าผู้ใช้มาจากช่องทางไหน ใช้เวลาเท่าไรในเว็บไซต์ และหน้าไหนที่มีการออกจากเว็บไซต์มากที่สุด
- Google PageSpeed Insights ประเมินความเร็วของหน้าเว็บทั้งบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ พร้อมให้คำแนะนำในการปรับปรุง
- Screaming Frog SEO Spider เป็นเครื่องมือที่ทำการ crawl เว็บไซต์เพื่อหาปัญหาเทคนิค เช่น ลิงก์ที่หัก หน้าที่ซ้ำกัน และแท็กที่หายไป มีรุ่นฟรีและเสียค่าใช้งาน
- Ahrefs ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยง แบ็กลิงก์ คำหลัก และการวิเคราะห์คู่แข่ง เป็นเครื่องมือเสียค่าใช้งาน
- SEMrush ครอบคลุมการวิเคราะห์คำหลัก การตรวจสอบเทคนิค การวิเคราะห์คู่แข่ง และการติดตามอันดับ
- Moz Pro มีฟีเจอร์สำหรับการวิจัยคำหลัก การตรวจสอบเว็บไซต์ และการติดตามอันดับ
- Ubersuggest เป็นตัวเลือกที่ราคาเหมาะสม ให้ข้อมูลคำหลัก การวิเคราะห์คู่แข่ง และการตรวจสอบเว็บไซต์
- Sitebulb เน้นการตรวจสอบเทคนิค SEO อย่างลึกซึ้ง พร้อมการแสดงผลข้อมูลที่เข้าใจง่าย
- Lighthouse เป็นเครื่องมือฟรีที่สามารถเข้าถึงได้จากเบราว์เซอร์ Chrome ตรวจสอบด้านประสิทธิภาพ การเข้าถึง การปฏิบัติตามแนวทาง SEO และการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด
วิธีการตรวจสอบด้วยตนเอง (Manual Audit)
นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือ ยังสามารถตรวจสอบ SEO ได้ด้วยตนเองโดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
การตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์
เปิดเว็บไซต์ของคุณและตรวจสอบว่าโครงสร้างการนำทางเป็นไปอย่างเหตุผล ผู้ใช้สามารถไปถึงหน้าสำคัญได้ภายในสองหรือสามคลิก หมวดหมู่และหน้าย่อยมีการจัดระเบียบที่ชัดเจน และไม่มี "หน้าสุญญากาศ" (dead pages) ที่ไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่นของเว็บไซต์
ดูซอร์สโค้ดของหน้าเว็บ (คลิกขวา > View Page Source) และตรวจสอบว่ามี meta title และ meta description ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละหน้า Meta title ควรมีความยาว 50-60 ตัวอักษร และ meta description ควรมีความยาว 150-160 ตัวอักษร ทั้งสองควรมีคำหลักที่เกี่ยวข้องและเป็นตัวแทนของเนื้อหาของหน้า
ตรวจสอบว่าแต่ละหน้ามี H1 tag เพียงหนึ่งตัว H1 ควรเป็นหัวข้อหลักของหน้า ตามด้วย H2, H3 เป็นต้น ในลำดับที่เหมาะสม Heading tags ควรมีโครงสร้างตรรมชาติและไม่ควรข้ามระดับ (เช่น จาก H1 ไปเป็น H3 โดยไม่มี H2)
การตรวจสอบคำหลัก
อ่านเนื้อหาของหน้าและตรวจสอบว่าคำหลักที่กำหนดไว้ปรากฏในตำแหน่งสำคัญ เช่น ย่อหน้าแรก หัวข้อ และย่อหน้าแรกของหัวข้อย่อย ความหนาแน่นของคำหลัก (keyword density) ควรเป็นธรรมชาติ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1-2% ของเนื้อหาทั้งหมด
การตรวจสอบลิงก์ภายใน
ตรวจสอบว่าเนื้อหามีลิงก์ภายในไปยังหน้าอื่นๆ ของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง ลิงก์ภายในควรใช้ anchor text ที่อธิบายได้ (descriptive) มากกว่าคำว่า "คลิกที่นี่" ลิงก์ภายในช่วยในการกระจายอำนาจของหน้า (page authority) และช่วยให้ผู้ใช้และเครื่องมือค้นหาเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน้า
การตรวจสอบภาพและวิดีโอ
ตรวจสอบว่าภาพและวิดีโอทั้งหมดมี alt text ที่อธิบายเนื้อหา Alt text ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นเข้าใจภาพ และช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาของภาพ ชื่อไฟล์ของภาพควรมีความหมาย (เช่น "blue-running-shoes.jpg" มากกว่า "image123.jpg")
การตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์
ใช้เบราว์เซอร์ของคุณเพื่อเปิดเว็บไซต์และสังเกตว่าเว็บไซต์โหลดเร็วแค่ไหน เว็บไซต์ที่โหลดช้าจะมีอัตราการออกจากเว็บไซต์สูงขึ้น และอาจส่งผลต่ออันดับการค้นหา ตรวจสอบเวลาโหลดของหน้าโดยใช้เครื่องมือเช่น Google PageSpeed Insights
การตรวจสอบ Mobile Responsiveness
ดูเว็บไซต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (หรือจำลองการดูบนอุปกรณ์เคลื่อนที่โดยใช้เครื่องมือของเบราว์เซอร์) ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ปรับตัวได้ดีกับหน้าจออุปกรณ์เคลื่อนที่ ปุ่มและลิงก์มีขนาดที่เหมาะสมสำหรับการแตะ และเนื้อหาอ่านได้ง่ายโดยไม่ต้องซูมเข้า
การตรวจสอบ SSL Certificate
ตรวจสอบว่า URL ของเว็บไซต์ขึ้นต้นด้วย "https://" และมีไอคอนล็อกในเบราว์เซอร์ SSL certificate เป็นสิ่งสำคัญสำหรับความปลอดภัยและเป็นปัจจัยการจัดอันดับ
การตรวจสอบ Robots.txt และ Sitemap
เข้าไปที่ domain.com/robots.txt เพื่อดูไฟล์ robots.txt ตรวจสอบว่าไฟล์นี้ไม่ได้บล็อกหน้าสำคัญจากการ crawl เข้าไปที่ domain.com/sitemap.xml เพื่อตรวจสอบว่า sitemap มีอยู่และมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจสอบ Canonicalization
ตรวจสอบว่าหน้าที่มีเนื้อหาคล้ายกันหรือซ้ำกันมี canonical tag ที่ชี้ไปยังเวอร์ชันที่ต้องการ Canonical tag ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาเนื้อหาซ้ำ
การตรวจสอบ Backlinks
ค้นหา "link:domain.com" ใน Google Search Console หรือใช้เครื่องมือฟรี เพื่อดูว่ามีเว็บไซต์อื่นใดที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของคุณ ตรวจสอบคุณภาพของแบ็กลิงก์ แบ็กลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีอำนาจและเกี่ยวข้องมีค่ามากกว่าแบ็กลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือมีคุณภาพต่ำ
วิธีการตรวจสอบผลลัพธ์ของ SEO Audit
หลังจากทำการ SEO audit เสร็จสิ้น ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบว่าการปรับปรุงที่ทำนั้นมีผลหรือไม่ การตรวจสอบผลลัพธ์ควรทำอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
การติดตามอันดับการค้นหา
ใช้ Google Search Console หรือเครื่องมือติดตามอันดับเพื่อดูว่าอันดับของคำหลักที่กำหนดไว้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บันทึกอันดับเดิมและเปรียบเทียบกับอันดับหลังจากการปรับปรุง การเปลี่ยนแปลงอันดับอาจใช้เวลาสัปดาห์หรือเดือน ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของการแข่งขัน
การติดตามการเปลี่ยนแปลงในการจราจร
ตรวจสอบ Google Analytics เพื่อดูว่าจำนวนการเข้าชมจากการค้นหาอินทรีย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หากการปรับปรุง SEO มีประสิทธิภาพ ควรเห็นการเพิ่มขึ้นของการจราจรจากการค้นหาอินทรีย์ ติดตามการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน และรายไตรมาส
การติดตามการเปลี่ยนแปลงในอัตราการแปลง
ตรวจสอบว่าการเพิ่มขึ้นของการจราจรนั้นนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการแปลง (conversion) หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การลงทะเบียน หรือการติดต่อ หากการจราจรเพิ่มขึ้นแต่การแปลงไม่เพิ่มขึ้น อาจมีปัญหาอื่นๆ ในเว็บไซต์ เช่น หน้าแรกที่ไม่ดี หรือกระบวนการชำระเงินที่ซับซ้อน
การติดตามอัตราการออกจากเว็บไซต์
ตรวจสอบว่าอัตราการออกจากเว็บไซต์ (bounce rate
Stop doing SEO by hand
Build your SEO content plan with AutoSEO
Scan your site, build a keyword plan, and AutoSEO writes your plan's articles. Review the drafts and connect your site for publishing. $39/mo per website, cancel anytime, 30-day money-back guarantee.
$39/mo per website · Cancel anytime · 30-day money-back guarantee